วันอาทิตย์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2554
ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ
ประเพณีผ้าขึ้นธาตุ หมายถึง การนำผ้าผืนยาวขึ้นไปห่มองค์พระบรมธาตุเจดีย์ในวันสำคัญทางศาสนา ชาวนครได้ร่วมมือร่วมใจกันบริจาคเงินตามกำลังศรัทธานำเงินที่ได้ไปซื้อผ้ามาเย็บต่อกันเป็นแถวยาวนับพันหลา แล้วจัดเป็นขบวนแห่ผ้าขึ้นห่มพระบรมธาตุเจดีย์ ผ้าที่ขึ้นไปห่มองค์พระบรมธาตุเจดีย์เรียกว่า “ผ้าพระบฎ” (หรือ พระบต) นิยมใช้สีขาว สีเหลือง สีแดง สำหรับผ้าสีขาวนิยมเขียนภาพเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธประวัติตั้งแต่ประสูติ เสด็จออกบรรพชา ตรัสรู้ ปฐมเทศนา และปรินิพพาน ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุเป็นเอกลักษณ์ประจำเมืองนครศรีธรรมราช แก่นแท้อยู่ที่การบูชาพระพุทธเจ้าอย่างใกล้ชิด โดยใช้องค์พระบรมธาตุเจดีย์เป็นตัวแทน
ตามตำนานประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุมีว่า ในสมัยที่พระเจ้าสามพี่น้อง คือ พระเจ้าศรีธรรมโศกราช พระเจ้าจันทรภาณุ และพระเจ้าพงษาสุระ กำลังดำเนินการสมโภชพระบรมธาตุอยู่นั้น คลื่นได้ซัดผ้าแถบยาวชิ้นหนึ่ง ซึ่งมีลายเขียนเรื่องราวพุทธประวัติ (เรียกว่า พระบฎ หรือ พระบต) ขึ้นที่ชายหาดปากพนัง จึงนำผ้าผืนนั้นไปถวายพระเจ้าศรีธรรมโศกราช พระองค์จึงรับสั่งให้ซักจนสะอาด แต่ลายเขียนพุทธประวัติก็ไม่ลบเลือนยังคงสมบูรณ์ดีทุกประการ จึงรับสั่งให้ประกาศหาเจ้าของ ได้ความว่าชาวพุทธกลุ่มหนึ่ง จะเดินทางไปลังกา เพื่อนำพระบฎไปถวายเป็นพุทธบูชาพระทันตธาตุ คือ พระเขี้ยวแก้ว แต่เรือถูกมรสุมซัดแตกที่ชายฝั่งเมืองนครมีรอดชีวิต 10 คน ส่วนพระบฏถูกคลื่นซัดขึ้นฝั่งปากพนัง พระเจ้าศรีธรรมโศกราชทรงพิจารณาเห็นว่าควรจะนำขึ้นไปห่มพระบรมธาตุเจดีย์เนื่องในโอกาสสมโภชพระบรมธาตุ เจ้าของพระบฎที่รอดชีวิตก็ยินดีด้วย จึงโปรดให้ชาวเมืองนครจัดเครื่องประโคมแห่แหนผ้าห่มโอบฐานพระบรมธาตุเจดีย์ จึงเป็นประเพณีประจำเมืองนครสืบมาจนทุกวันนี้
ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้มีการแห่ผ้าขึ้นธาตุในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 คือ วันวิสาขบูชา เรียกว่า “แห่พระบฎขึ้นธาตุ” มีการเวียนเทียนรอบองค์พระบรมธาตุ ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดให้มีการแห่ผ้าขึ้นธาตุ ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 คือ วันมาฆบูชา เพื่อให้พุทธศาสนิกชนที่อยู่ห่างไกลหรือไม่มีโอกาสกระทำพุทธบูชาในวันวิสาขบูชาได้มีโอกาสแห่ผ้าขึ้นธาตุในวันมาฆบูชาตามศรัทธาด้วย ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุของเมืองนครจึงมีปีละ 2 ครั้ง คือ ในวันเพ็ญเดือน 3 (วันมาฆบูชา) และในวันเพ็ญเดือน 6 (วันวิสาขบูชา) สืบมาจนทุกวันนี้
เดิมการแห่ผ้าขึ้นธาตุกระทำกันโดยพร้อมเพรียงเป็นขบวนที่เอิกเกริกเพียงขบวนเดียว ต่อมา ประชาชนมาจากหลายทิศหลายทาง แต่ละคนต่างเตรียมผ้ามาเองทำให้การแห่ผ้าขึ้นธาตุไม่พร้อมเพรียงเป็นขบวนเดียวกัน เพราะใครจะแห่ผ้าขึ้นธาตุในเวลาใดก็ได้ตามสะดวกตลอดทั้งวัน เมื่อขบวนแห่มาถึงวัดพระบรมธาตุวรมหาวิหาร ก็แห่ทักษิณาวัตรรอบองค์พระบรมธาตุเจดีย์ 3 รอบ แล้วนำผ้าเข้าสู่วิหารม้า ซึ่งมีบันไดขึ้นสู่ลานภายในกำแพงแก้วล้อมฐานพระบรมธาตุเจดีย์ เพื่อนำผ้าขึ้นห่มโอบฐานพระบรมธาตุเจดีย์ซึ่งบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ถือว่าเป็นการบูชาพระพุทธเจ้าอย่างใกล้ชิด
ตามตำนานประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุมีว่า ในสมัยที่พระเจ้าสามพี่น้อง คือ พระเจ้าศรีธรรมโศกราช พระเจ้าจันทรภาณุ และพระเจ้าพงษาสุระ กำลังดำเนินการสมโภชพระบรมธาตุอยู่นั้น คลื่นได้ซัดผ้าแถบยาวชิ้นหนึ่ง ซึ่งมีลายเขียนเรื่องราวพุทธประวัติ (เรียกว่า พระบฎ หรือ พระบต) ขึ้นที่ชายหาดปากพนัง จึงนำผ้าผืนนั้นไปถวายพระเจ้าศรีธรรมโศกราช พระองค์จึงรับสั่งให้ซักจนสะอาด แต่ลายเขียนพุทธประวัติก็ไม่ลบเลือนยังคงสมบูรณ์ดีทุกประการ จึงรับสั่งให้ประกาศหาเจ้าของ ได้ความว่าชาวพุทธกลุ่มหนึ่ง จะเดินทางไปลังกา เพื่อนำพระบฎไปถวายเป็นพุทธบูชาพระทันตธาตุ คือ พระเขี้ยวแก้ว แต่เรือถูกมรสุมซัดแตกที่ชายฝั่งเมืองนครมีรอดชีวิต 10 คน ส่วนพระบฏถูกคลื่นซัดขึ้นฝั่งปากพนัง พระเจ้าศรีธรรมโศกราชทรงพิจารณาเห็นว่าควรจะนำขึ้นไปห่มพระบรมธาตุเจดีย์เนื่องในโอกาสสมโภชพระบรมธาตุ เจ้าของพระบฎที่รอดชีวิตก็ยินดีด้วย จึงโปรดให้ชาวเมืองนครจัดเครื่องประโคมแห่แหนผ้าห่มโอบฐานพระบรมธาตุเจดีย์ จึงเป็นประเพณีประจำเมืองนครสืบมาจนทุกวันนี้
ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้มีการแห่ผ้าขึ้นธาตุในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 คือ วันวิสาขบูชา เรียกว่า “แห่พระบฎขึ้นธาตุ” มีการเวียนเทียนรอบองค์พระบรมธาตุ ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดให้มีการแห่ผ้าขึ้นธาตุ ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 คือ วันมาฆบูชา เพื่อให้พุทธศาสนิกชนที่อยู่ห่างไกลหรือไม่มีโอกาสกระทำพุทธบูชาในวันวิสาขบูชาได้มีโอกาสแห่ผ้าขึ้นธาตุในวันมาฆบูชาตามศรัทธาด้วย ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุของเมืองนครจึงมีปีละ 2 ครั้ง คือ ในวันเพ็ญเดือน 3 (วันมาฆบูชา) และในวันเพ็ญเดือน 6 (วันวิสาขบูชา) สืบมาจนทุกวันนี้
เดิมการแห่ผ้าขึ้นธาตุกระทำกันโดยพร้อมเพรียงเป็นขบวนที่เอิกเกริกเพียงขบวนเดียว ต่อมา ประชาชนมาจากหลายทิศหลายทาง แต่ละคนต่างเตรียมผ้ามาเองทำให้การแห่ผ้าขึ้นธาตุไม่พร้อมเพรียงเป็นขบวนเดียวกัน เพราะใครจะแห่ผ้าขึ้นธาตุในเวลาใดก็ได้ตามสะดวกตลอดทั้งวัน เมื่อขบวนแห่มาถึงวัดพระบรมธาตุวรมหาวิหาร ก็แห่ทักษิณาวัตรรอบองค์พระบรมธาตุเจดีย์ 3 รอบ แล้วนำผ้าเข้าสู่วิหารม้า ซึ่งมีบันไดขึ้นสู่ลานภายในกำแพงแก้วล้อมฐานพระบรมธาตุเจดีย์ เพื่อนำผ้าขึ้นห่มโอบฐานพระบรมธาตุเจดีย์ซึ่งบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ถือว่าเป็นการบูชาพระพุทธเจ้าอย่างใกล้ชิด
ครั้นในสมัยรัตนโกสินทร์มีหลักฐานระบุว่าได้มีการกำหนดวันแห่งการแห่ผ้าขึ้นธาตุไว้เป็นการแน่นนอน แต่ยังคงมีการเปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติมกำหนดวันดังกล่าวบ้าง ทั้งนี้เพื่อความเหมาะสม กำหนดวันแห่ผ้าขึ้นธาตุจึงมีการเปลี่ยนแปลงมาตามลำดับ ดังจะกล่าวต่อไป
ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยมีหลักฐานปรากฏแน่ชัดว่า ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุได้กระทำในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 อันเป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนาคือ ในวันดังกล่าวมีการเวียนเทียนรอบองค์พระบรมธาตุเจดีย์ และพระสงฆ์มาประชุมพร้อมกันที่วัดพระมหาธาตุมหาวิหารเพื่อสวดสมโภชพระบรมธาตุประจำปี ชาวเมืองจึงมาร่วมในพิธีนี้กันอย่างคับคั่ง นอกจากชาวนครแล้ว ยังมีประชาชนจากต่างจังหวัดเดินทางมาร่วมสักการะพระบรมธาตุเจดีย์กันมากเป็นพิเศษ ทั้งนี้ คงจะเป็นเพราะความเชื่อที่ถ่ายทอดกันมาแต่โบราณประการหนึ่งว่า ถ้าจะให้ได้บุญจริงๆ ต้องทำต่อพระพุทธองค์ หรือใกล้ชิดพระพุทธองค์มากที่สุดก็เป็นได้ พระบรมธาตุเจดีย์เป็นเสมือนพระพุทธองค์ ประจวบกับระยะดังกล่าวเป็นระยะที่เก็บเกี่ยวพืชผลเสร็จแล้ว เมื่อเก็บเกี่ยวแล้วประชาชนมักจะชวนกันไปทำบุญเพื่อความสุขสวัสดีแห่งครอบครัว และความเจริญของพืชผลในปีต่อไปตามคตินิยมที่มีแต่โบราณ ด้วยเหตุนี้ในวันแห่ผ้าขึ้นธาตุของแต่ละปีจึงมีประชาชนไปร่วมคับคั่งขึ้นทุกปี นอกจากนี้อาจเป็นเพราะทุกคนถือว่าพระบรมธาตุเจดีย์เป็นจุดรวมแห่งความอยู่รอดของตน ในวันสักการะบูชาพระบรมธาตุประจำปีตนจึงต้องมีส่วนอย่างแข็งขันก็ได้
ครั้งถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีพระราชประสงค์ให้พุทธศาสนิกชนจัดพิธีทางพุทธศาสนา เนื่องในวันสำคัญทางพุทธศาสนาเพิ่มขึ้นอีกวันหนึ่งในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 เรียกว่า วันมาฆบูชา ชาวเมืองจึงจัดให้มีการเวียนเทียนรอบพระบรมธาตุเจดีย์อีกวันหนึ่ง (แต่ในวันนี้ไม่มีการสวดสมโภชพระบรมธาตุเจดีย์แต่อย่างใด) นอกเหนือจากที่เคยปฏิบัติกันมาใน
วันวิสาขบูชา ในวันมาฆบูชานี้ประชาชนทั่วทุกทิศต่างหลั่งไหลมายังวัดพระบรมธาตุเจดีย ์เช่นเดียวกับวันวิสาขบูชาประชาชนที่มาจากต่างเมืองและที่มากันเป็นกลุ่มๆ ได้ถือโอกาสเอาผ้าที่เตรียมมาแห่ขึ้นห่มพระบรมธาตุเจดีย์เสียด้วย
จากสาเหตุที่กล่าวมานี้ ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุของเมืองนครจึงมีปีละสองครั้ง คือ ในวันเพ็ญเดือนสาม (คือวันมาฆบูชา) ครั้งหนึ่ง และในวันเพ็ญเดือนหก (คือวันวิสาขบูชา) อีกครั้งหนึ่งตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา แต่ในช่วงตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจนถึงสมัยเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ พ.ศ.2475 ซึ่งจะได้กล่าวในรายละเอียดต่อไปนั้นประชาชนก็ยังคงนิยมมาร่วมในประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุในวันเพ็ญเดือนสาม มากกว่าในวันเพ็ญเดือนหกอยู่
เหตุที่ประชาชนนิยมมาร่วมในประเพณีนี้ในวันเพ็ญเดือนสามมาก คงจะเพราะว่า ในสมัยนั้นการคมนาคมทางบกไม่สะดวก ชาวพุทธจากถิ่นไกลจึงมักจะนิยมมานมัสการพระบรมธาตุเจดีย์โดยทางเรือเป็นส่วนใหญ่ ในเดือนสามนั้นแม่น้ำคลองทุกสายที่จะมาสู่เมืองนครน้ำยังคงเต็มเปี่ยม สามารถที่จะมาทางเรือได้อย่างสะดวก ส่วนเดือนหกน้ำในคลองแห้งลงมากการคมนาคมทางเรือจึงไม่สะดวกนัก
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)

